หัวเรื่องก็เขียนเป็นคำถามไปแล้ว ว่าวัดโวลต์จำเป็นหรือไม่ ตอบตั้งแต่แรกเลยว่าไม่จำเป็นครับถ้าเราตรวจสอบรถเราเองเป็นประจำ รถใหม่ ๆ ไม่จำเป็นอยู่แล้วคุณก็คงคิดอย่างนั้นซึ่งผมก็คิดเช่นกัน แต่ผมขับเจ้าsyndy (sunny B11) ซึ่งมันก็เก่ามากแล้ว เลยถ้าติดได้ก็จะดีครับ เพราะหลังจากที่ทำเครื่องไปโวลต์จุดที่วัดคือขั่วแบตมันเพิ่มขึ้นซึ่งคงมาจากขั่วลบ หรือจุดยึดสำหรับขั่งลบรวมทั้งไม่นานมานี้พบว่าสายไฟมันมีปัญหาเกิดตะกังทำให้ไฟมาไม่ดี
ปัจจุบันจากการทำแผงสวิทซ์แอร์แบบดิจิตอลแล้ว ทำให้เห็นว่าไดร์ชาร์ทำงานที่ไม่เกิน 14.02V และเวลาวิ่งที่ความเร็วประมาณ 2พันรอบคงที่จะได้ V. ดังที่บอกไป และนิ่ง ส่วนแบตวัดได้ที่ 14.00V ครับ
โดยตามที่ได้โพสเรื่อง ประโยชน์จากเกจวัดโวลต์ แสดงให้เห็นว่าไดชาร์ทเรายังดีอยู่ครับ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โวลต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โวลต์ แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ตรวจสอบไดร์ชาร์จ
รถเรามันเก่าแล้วจากการหาข้อมูลได้ความว่า
1. เรื่องไดชาร์จ
ตรวจสอบแรงดันไฟฟ้าว่าไดชาร์จเราสร้างแรงดันได้เท่าไหร่ ควรจะวัดจากจุดที่กระแสไฟออกจากไดชาร์จ ผ่านเครื่องวัด และไปยังขั่วลบของแบตเตอร์รี่ และอ่านค่าว่าได้เท่าไหร่
และกับมาวันที่ขั้ว+ และขั้ว- ของแบตอีกครั้ง และอ่านค่า
ค่าที่ได้ดูว่ามีความแตกต่างกันเท่าไหร่ หากไม่ได้ก็ไม่ต้องทำอะไรรู้ว่าไดชาร์จเราสร้างแรงดันได้เท่านี้และเข้าสู่แบตตามนั้นจริงๆ หรือไม่
หากค่าที่อ่านได้ต่างกันมากผมแนะนำให้เดินสายเพิ่มไปยังขั่ว+ของแบตเตอรี่ซะและลองวัดดู ส่วนจะผ่าน ฟิวส์ ด้วยหรือไม่ยังไม่มีข้อสรุป แต่ถ้าผ่านก็ไม่มีผลลบมากนักนอกจ่ายเสียเงินเพิ่ม (แต่ในใจผมว่าติดก็ดีเพราะด้วยจากประสบการณ์ สายไฟที่เดินเพิ่มมันไหม้ด้วยเหตุใด หาสาเหตุไม่ได้เลยติดไว้ดีกว่าครับและหมั่นตรวจสอบฟิวส์ด้วย
1. เรื่องไดชาร์จ
ตรวจสอบแรงดันไฟฟ้าว่าไดชาร์จเราสร้างแรงดันได้เท่าไหร่ ควรจะวัดจากจุดที่กระแสไฟออกจากไดชาร์จ ผ่านเครื่องวัด และไปยังขั่วลบของแบตเตอร์รี่ และอ่านค่าว่าได้เท่าไหร่
และกับมาวันที่ขั้ว+ และขั้ว- ของแบตอีกครั้ง และอ่านค่า
ค่าที่ได้ดูว่ามีความแตกต่างกันเท่าไหร่ หากไม่ได้ก็ไม่ต้องทำอะไรรู้ว่าไดชาร์จเราสร้างแรงดันได้เท่านี้และเข้าสู่แบตตามนั้นจริงๆ หรือไม่
หากค่าที่อ่านได้ต่างกันมากผมแนะนำให้เดินสายเพิ่มไปยังขั่ว+ของแบตเตอรี่ซะและลองวัดดู ส่วนจะผ่าน ฟิวส์ ด้วยหรือไม่ยังไม่มีข้อสรุป แต่ถ้าผ่านก็ไม่มีผลลบมากนักนอกจ่ายเสียเงินเพิ่ม (แต่ในใจผมว่าติดก็ดีเพราะด้วยจากประสบการณ์ สายไฟที่เดินเพิ่มมันไหม้ด้วยเหตุใด หาสาเหตุไม่ได้เลยติดไว้ดีกว่าครับและหมั่นตรวจสอบฟิวส์ด้วย
วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556
ประโยชน์จากเกจวัดโวลท์
ประโยชน์จากเกจวัดโวลท์
ใช้วัดพลังงานแบตเตอรี่รถยนต์ว่าเหลือ เท่าไหร่ เหมาะกับรถที่ติดเครื่องเสียง หรือรถยนต์ทั่วไปเพื่อบอกสถานะไฟแบต ทำให้ไม่ต้องเสี่ยงที่จะต้องเข็นรถเนื่องจากสตาร์ทไม่ติด เนื่องจาก แบตเตอรี่สมัยนี้มักไม่ค่อยทนและไม่บอกพลังไฟที่เหลือ พอไฟหมดก็สตาร์ทไม่ติดเลย ตัวมิเตอร์สามารถช่วยบอกสถานะได้เป็นอย่างดี ใช้เพื่อเช็คดูประสิทธิภาพและกำลังไฟของแบตเตอรี่เพื่อไม่ให้ เกิดปัญหาในการใช้งาน หรือสตาร์ทไม่ติด
วิเคราะห์ระบบไฟฟ้าในรถจากค่าที่อ่านได้จากโวลท์มิเตอร์
- ขณะดับเครื่องค่าควรอยู่ประมาณ 12-12.8 โวลต์ ถ้าต่ำกว่า 12 ถือว่าผิดปกติอาจมีสาเหตุมาจากแบตเตอรี่เริ่มเสื่อม (เก็บไฟไม่อยู่) หรือไดชาร์จชาร์จไฟได้ไม่เต็มที่ (ดูในหัวข้อการตรวจสอบไดชาร์จ)
- วิธีตรวจสอบว่าแบตเสื่อมหรือไม่ทดสอบได้โดยหลังจากขับรถปกติมาจอดและดับ เครื่องประมาณ 1 นาที ค่าที่อ่านจากมิเตอร์ต้องมีค่าระหว่าง 12-12.8 โวลต์ หลังจอดไว้ (4-6ชั่วโมง) หรือข้ามวันค่าที่อ่านได้ต้องประมาณ 12-12.8 โวลต์ เท่าเดิมถือว่าปกติ ถ้ามีค่าต่ำกว่านี้มากๆ เช่น 11.5-11.9 แบตเตอรี่เริ่มเก็บไฟไม่อยู่แต่ยังพอไหว แต่ถ้าต่ำกว่า 11.5 โวลต์ ลงไป ถือว่าอันตรายเพราะถ้าจอดทิ้งสัก 2 วันอาจสตาร์ทไม่ติด (ถ้าอายุแบตเตอรี่ยังใหม่ก็อาจจะเกิดจากมีกระแสไฟฟ้า รั่วลงกราวด์ แนะนำเข้าร้านให้ช่างไฟฟ้ารถยนต์ตรวจสอบครับ) ***อายุแบตเตอรี่ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 18-24 เดือน แล้วแต่การดูแล***
การตรวจสอบไดชาร์จจากการอ่านค่าจากมิเตอร์ ให้ทำการติดเครื่องยนต์แล้วอ่านค่าจากโวลต์มิเตอร์ค่าปกติได้ดังนี้
1. ที่รอบเครื่องยนต์ 1000 รอบต่อนาที (รอบเดินเบา) จะต้องมีค่าประมาณ 13.5-13.8 โวลต์ ถ้ามีค่าต่ำกว่านี้เช่น 12.8-13.4 โวลต์ ไดชาร์จเริ่มมีปัญหาคือชาร์จไฟได้ไม่เต็มที่ ถ้าต่ำกว่า 12.8 โวลต์ แสดงว่าไดชาร์จไม่ชาร์จกระแสไฟฟ้าให้กับแบตเตอริ่ และถ้าต่ำกว่า 12 โวลต์ ถือว่าขณะนั้นระบบไฟฟ้าในรถดึงกระแสไฟฟ้าแบตเตอรี่มาใช้งานเพียงอย่างเดียว ให้ทำการตรวจซ่อมไดชาร์จ
2. ที่รอบเครื่องยนต์ 2000-2500 รอบต่อนาที จะต้องมีค่าประมาณ 13.8-14.7 โวลต์ อาจมากกว่านี้ได้เล็กน้อยแต่ต้องไม่เกิน 15 โวลต์ ถ้ามากกว่า 15 โวลต์ อาจมีสาเหตุมาจากเรกกูเตอร์ (วงจรควบคุมแรงดันของไดชาร์จ) อาจมีปัญหา ผลเสียคือแบตเตอรี่อาจเสื่อมเร็วเพราะถูกชาร์จด้วยแรงดันที่สูงเกิน ทำให้เกิดความร้อนสูงในแบตฯ ถ้าร้อนมากๆจะทำให้น้ำกลั่นเดือดได้
วิธี ทดสอบว่าไดชาร์จจ่ายกระแสเพียงพอหรือไม่
สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้ ทำตามข้อ 1 และ 2 แล้วทำการเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถทุกอย่าง เช่น ไฟหน้า,แอร์,ที่ปัดน้ำฝน,เครื่องเสียง ฯลฯ แรงดันที่วัดได้ต้องเหมือนกับค่าปกติในข้อ 1 และ 2 ถ้าค่าที่วัดได้ตกลงมาก แสดงว่าไดชาร์จจ่ายกระแสไม่พอ อาการนี้อาจไม่เกิดขึ้นกับรถเดิมๆ แต่จะมีผลในรถที่ติดตั้งเครื่องเสียงแรงๆ ผลเสียคืออาจทำให้ไดชาร์จทำงานตลอดเวลาทำให้อายุการใช้งานต่ำลง
ข้อมูลได้จาก DIY วิธีติดตั้งเกจวัด Defi BF Volts ไต้หวัน สำหรับวัดกระแสไฟฟ้าในรถ
ณ 4 มี.ค. 58
จากการใช้งานจริงมีข้อมูบไม่ตรงกันในเรื่อวิธีทดสอบว่าได้ชาร์จจ่ายกระแสเพียงพอหรือไม่นั้น
จากข้างต้นที่โพรสไว้ วันที่ 24 ม.ค. 56 คือ
ด้วยที่ผมได้เปลี่ยนแผงสวิทซ์แอร์
ได้ทำการเพิ่งวัดโวลท์ไว้ 2 จุด ทำให้ทราบว่าไดชาร์ททำงานนั้นจุดวัดอีกจุดคือที่ขั้วบวกแบตโวลท์จะตกลงส่วนในทางทฤษฎีข้อให้ผู้รู้ตอบนะครับผมผู้ใช้งานแบบบ้านๆ แค่แบ่งปันข้อมูลครับ ดังนั้น
ทำให้โวลท์ที่ขั้วไดชาร์จ กับขั้วแบตจะต่างกันส่วนไดชาร์จจ่ายกระแสพอไม่พอคงต้องไปวัดที่การจ่ายกระแสไม่ใช่ที่แรงดัน(โวลท์) แต่โวลท์ช่วยบ่งบอกได้ว่าแบตเต็มหรือไม่ดูที่แรงดัน (โวลท์) เพราะมันเต็มแล้วก็จะใกล้เคียงกับแรงดันที่จ่ายมาครับ คือจากการสังเกตว่าผมได้เปิดพัดลมแอร์ไว้ ทำให้ใช้ไฟจากแบตตั้งแต่เช้าถึงเย็นไฟย่อมต้องลดลงครับ นั้นทำให้ผมสังเกตโวลท์ทั้ง 2 จุด ต่างกันผิดปกติ และจากการขับรถไปก็สังเกตไปพบว่าโวลท์ค่อย ๆ ขึ้นที่ละ 0.1 แต่ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงนะครับที่จะขึ้น 0.1 โวลท์ และถ้าแบตเต็มจะใกล้เคียงกันต่างกันประมาณ 0.2 โวลท์ ครับ แต่ก็ยังไม่รับรองว่าที่ผมอภิบายในครั้งนี้ถูกต้องนะครับ เพราะผมก็ไม่ได้เรียนจบทางด้านไฟฟ้าครับ แต่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนใช้รถไม่มากก็น้อยครับ
ส่วนตามรูปที่เห็นก็จะต่างกันอยู่ 0.2 โวลท์ แต่ถ้ามีโหลดเพิ่มขึ้นเช่น เปิดแอร์ โวลท์ที่แบตจะตกลงไปอีกเพราะน่าจะเกิดจากแรงดันตรงจุดนั้นได้ลดลงเพราะวิ่งไปยังโหลดพร้อมทั้งเป็นไปตามลักษณะของไฟฟ้ากระแสตรง ที่ยิ่งสายยาวๆ จะทำให้โวลท์ตกลงครับ
จำได้แค่นี้ครับ จบแบบนี้แล้วกัน
ใช้วัดพลังงานแบตเตอรี่รถยนต์ว่าเหลือ เท่าไหร่ เหมาะกับรถที่ติดเครื่องเสียง หรือรถยนต์ทั่วไปเพื่อบอกสถานะไฟแบต ทำให้ไม่ต้องเสี่ยงที่จะต้องเข็นรถเนื่องจากสตาร์ทไม่ติด เนื่องจาก แบตเตอรี่สมัยนี้มักไม่ค่อยทนและไม่บอกพลังไฟที่เหลือ พอไฟหมดก็สตาร์ทไม่ติดเลย ตัวมิเตอร์สามารถช่วยบอกสถานะได้เป็นอย่างดี ใช้เพื่อเช็คดูประสิทธิภาพและกำลังไฟของแบตเตอรี่เพื่อไม่ให้ เกิดปัญหาในการใช้งาน หรือสตาร์ทไม่ติด
วิเคราะห์ระบบไฟฟ้าในรถจากค่าที่อ่านได้จากโวลท์มิเตอร์
- ขณะดับเครื่องค่าควรอยู่ประมาณ 12-12.8 โวลต์ ถ้าต่ำกว่า 12 ถือว่าผิดปกติอาจมีสาเหตุมาจากแบตเตอรี่เริ่มเสื่อม (เก็บไฟไม่อยู่) หรือไดชาร์จชาร์จไฟได้ไม่เต็มที่ (ดูในหัวข้อการตรวจสอบไดชาร์จ)
- วิธีตรวจสอบว่าแบตเสื่อมหรือไม่ทดสอบได้โดยหลังจากขับรถปกติมาจอดและดับ เครื่องประมาณ 1 นาที ค่าที่อ่านจากมิเตอร์ต้องมีค่าระหว่าง 12-12.8 โวลต์ หลังจอดไว้ (4-6ชั่วโมง) หรือข้ามวันค่าที่อ่านได้ต้องประมาณ 12-12.8 โวลต์ เท่าเดิมถือว่าปกติ ถ้ามีค่าต่ำกว่านี้มากๆ เช่น 11.5-11.9 แบตเตอรี่เริ่มเก็บไฟไม่อยู่แต่ยังพอไหว แต่ถ้าต่ำกว่า 11.5 โวลต์ ลงไป ถือว่าอันตรายเพราะถ้าจอดทิ้งสัก 2 วันอาจสตาร์ทไม่ติด (ถ้าอายุแบตเตอรี่ยังใหม่ก็อาจจะเกิดจากมีกระแสไฟฟ้า รั่วลงกราวด์ แนะนำเข้าร้านให้ช่างไฟฟ้ารถยนต์ตรวจสอบครับ) ***อายุแบตเตอรี่ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 18-24 เดือน แล้วแต่การดูแล***
การตรวจสอบไดชาร์จจากการอ่านค่าจากมิเตอร์ ให้ทำการติดเครื่องยนต์แล้วอ่านค่าจากโวลต์มิเตอร์ค่าปกติได้ดังนี้
1. ที่รอบเครื่องยนต์ 1000 รอบต่อนาที (รอบเดินเบา) จะต้องมีค่าประมาณ 13.5-13.8 โวลต์ ถ้ามีค่าต่ำกว่านี้เช่น 12.8-13.4 โวลต์ ไดชาร์จเริ่มมีปัญหาคือชาร์จไฟได้ไม่เต็มที่ ถ้าต่ำกว่า 12.8 โวลต์ แสดงว่าไดชาร์จไม่ชาร์จกระแสไฟฟ้าให้กับแบตเตอริ่ และถ้าต่ำกว่า 12 โวลต์ ถือว่าขณะนั้นระบบไฟฟ้าในรถดึงกระแสไฟฟ้าแบตเตอรี่มาใช้งานเพียงอย่างเดียว ให้ทำการตรวจซ่อมไดชาร์จ
2. ที่รอบเครื่องยนต์ 2000-2500 รอบต่อนาที จะต้องมีค่าประมาณ 13.8-14.7 โวลต์ อาจมากกว่านี้ได้เล็กน้อยแต่ต้องไม่เกิน 15 โวลต์ ถ้ามากกว่า 15 โวลต์ อาจมีสาเหตุมาจากเรกกูเตอร์ (วงจรควบคุมแรงดันของไดชาร์จ) อาจมีปัญหา ผลเสียคือแบตเตอรี่อาจเสื่อมเร็วเพราะถูกชาร์จด้วยแรงดันที่สูงเกิน ทำให้เกิดความร้อนสูงในแบตฯ ถ้าร้อนมากๆจะทำให้น้ำกลั่นเดือดได้
วิธี ทดสอบว่าไดชาร์จจ่ายกระแสเพียงพอหรือไม่
สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้ ทำตามข้อ 1 และ 2 แล้วทำการเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถทุกอย่าง เช่น ไฟหน้า,แอร์,ที่ปัดน้ำฝน,เครื่องเสียง ฯลฯ แรงดันที่วัดได้ต้องเหมือนกับค่าปกติในข้อ 1 และ 2 ถ้าค่าที่วัดได้ตกลงมาก แสดงว่าไดชาร์จจ่ายกระแสไม่พอ อาการนี้อาจไม่เกิดขึ้นกับรถเดิมๆ แต่จะมีผลในรถที่ติดตั้งเครื่องเสียงแรงๆ ผลเสียคืออาจทำให้ไดชาร์จทำงานตลอดเวลาทำให้อายุการใช้งานต่ำลง
ข้อมูลได้จาก DIY วิธีติดตั้งเกจวัด Defi BF Volts ไต้หวัน สำหรับวัดกระแสไฟฟ้าในรถ
ณ 4 มี.ค. 58
จากการใช้งานจริงมีข้อมูบไม่ตรงกันในเรื่อวิธีทดสอบว่าได้ชาร์จจ่ายกระแสเพียงพอหรือไม่นั้น
จากข้างต้นที่โพรสไว้ วันที่ 24 ม.ค. 56 คือ
ด้วยที่ผมได้เปลี่ยนแผงสวิทซ์แอร์
ได้ทำการเพิ่งวัดโวลท์ไว้ 2 จุด ทำให้ทราบว่าไดชาร์ททำงานนั้นจุดวัดอีกจุดคือที่ขั้วบวกแบตโวลท์จะตกลงส่วนในทางทฤษฎีข้อให้ผู้รู้ตอบนะครับผมผู้ใช้งานแบบบ้านๆ แค่แบ่งปันข้อมูลครับ ดังนั้น
ทำให้โวลท์ที่ขั้วไดชาร์จ กับขั้วแบตจะต่างกันส่วนไดชาร์จจ่ายกระแสพอไม่พอคงต้องไปวัดที่การจ่ายกระแสไม่ใช่ที่แรงดัน(โวลท์) แต่โวลท์ช่วยบ่งบอกได้ว่าแบตเต็มหรือไม่ดูที่แรงดัน (โวลท์) เพราะมันเต็มแล้วก็จะใกล้เคียงกับแรงดันที่จ่ายมาครับ คือจากการสังเกตว่าผมได้เปิดพัดลมแอร์ไว้ ทำให้ใช้ไฟจากแบตตั้งแต่เช้าถึงเย็นไฟย่อมต้องลดลงครับ นั้นทำให้ผมสังเกตโวลท์ทั้ง 2 จุด ต่างกันผิดปกติ และจากการขับรถไปก็สังเกตไปพบว่าโวลท์ค่อย ๆ ขึ้นที่ละ 0.1 แต่ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงนะครับที่จะขึ้น 0.1 โวลท์ และถ้าแบตเต็มจะใกล้เคียงกันต่างกันประมาณ 0.2 โวลท์ ครับ แต่ก็ยังไม่รับรองว่าที่ผมอภิบายในครั้งนี้ถูกต้องนะครับ เพราะผมก็ไม่ได้เรียนจบทางด้านไฟฟ้าครับ แต่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนใช้รถไม่มากก็น้อยครับ
ส่วนตามรูปที่เห็นก็จะต่างกันอยู่ 0.2 โวลท์ แต่ถ้ามีโหลดเพิ่มขึ้นเช่น เปิดแอร์ โวลท์ที่แบตจะตกลงไปอีกเพราะน่าจะเกิดจากแรงดันตรงจุดนั้นได้ลดลงเพราะวิ่งไปยังโหลดพร้อมทั้งเป็นไปตามลักษณะของไฟฟ้ากระแสตรง ที่ยิ่งสายยาวๆ จะทำให้โวลท์ตกลงครับ
จำได้แค่นี้ครับ จบแบบนี้แล้วกัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
